Living With Robots เมื่อฉันกับหุ่นยนต์ต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกัน

Living_with_Robots

รายงาน จาก IFR ( INTERNATIONAL OF ROBOTICS)

อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 31% หรือ 48 ล้านตัว ภายในปี 2564 โดยกลุ่มหุ่นยนต์ที่โตที่สุด คือ กลุ่มหุ่นยนต์ใช้สำหรับงานบริการตามที่อยู่อาศัย แนวโน้มเติบโต 31% ในปี 2566

ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ

ประเทศไทย มีแนวโน้มก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์ในอาเซียน คาดการณ์ว่าในปี 2564 ตลาดจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 19% ซึ่งจะมีการขยายตัวเร็วที่สุดสูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และเป็นอันดับ 4 ในระดับโลก รองจากบราซิล 33% อินเดีย 26% และจีน 22%

ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ผู้คนเปิดใจกับการใช้หุ่นยนต์มากขึ้น เพราะความจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องความสะอาด และการรักษาระยะห่างทางสังคม

บริษัท โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Obodroid)บริษัทวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์บริการและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน และ พันธมิตร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ในการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจทั้งในด้านอสังหาริมทรัพย์ ครอบคลุมถึงภาคการบริการทั่วไป และใช้ในด้านการแพทย์

ทั้งนี้ Obodroid ถือเป็นบริษัทที่รวบรวมวิศวกรของประเทศไทยที่มีความรู้ความชำนาญในด้านหุ่นยนต์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Robotics & AI) มุ่งวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์บริการ (Service Robots) เพื่อนำไปใช้งานจริงในการบริการด้านต่างๆ อาทิ หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย, หุ่นยนต์ต้อนรับ, หุ่นยนต์โฆษณา, หุ่นยนต์ส่งของ, หุ่นยนต์เพื่อน/ผู้ช่วยส่วนตัว

ดร.มหิศร ว่องผาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) บริษัทโอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Obodroid) อธิบายว่า ที่ผ่านมา Obodroid ได้พัฒนาหุ่นยนต์สัญชาติไทย ได้แก่ ‘ไข่ต้ม (KAITOMM)’ หุ่นยนต์เพื่อน/ผู้ช่วยส่วนตัว (Companion/Personal Assistant Robot) สามารถรับคำสั่งพูดคุยได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เชื่อมต่อกับระบบบ้านอัจฉริยะ (Home Automation) เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับวัดค่าสัญญาณชีพต่างๆ มีกล้องภายในตัว สามารถใช้เป็นกล้องวงจรปิด หรือวีดีโอคอลได้

ถัดมาคือ ‘เอสอาร์วัน (SR1)’ หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย มีระบบเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ได้อัตโนมัติ (Auto-Navigation System) ประกอบด้วย กล้องรอบตัว 360 องศา เพื่อเก็บข้อมูลภาพและเสียงที่เกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ในหุ่นยนต์ตัวนี้ คือเทคโนโลยีการตรวจจับวัตถุในซอร์ฟแวร์ของตัวหุ่นยนต์ ทำให้สามารถตั้งค่าโปรแกรมในการตรวจจับวัตถุต่างๆ ตามที่ต้องการ เช่น ใบหน้า สิ่งของ สิ่งมีชีวิต หรืออาวุธ ปัจจุบัน มีการใช้งานแล้วที่ดอยตุง และ โครงการ The Forestias by MQDC

นอกจากนี้ ในช่วงโควิด-19 Obodroid ยังได้ทำงานกับทีมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (MI Workspace) ในการผลิตหุ่นยนต์ต้นแบบ ‘ปิ่นโต (PINTO)’ หุ่นยนต์รถเข็นส่งอาหารผู้ป่วย (Quarantine Delivery Robot) ที่สามารถควบคุมการเคลื่อนที่จากระยะไกลได้ ปัจจุบัน มีทั้งหมด 203 ตัว ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ

และหุ่นยนต์ ‘กระจก (MIRROR)’ แท็บเลตสำหรับสื่อสารทางไกล ใช้พูดคุยระหว่างคนไข้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้ทันที โดยไม่ต้องกดรับสาย และคนไข้สามารถกดเรียกหาพยาบาลได้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยลดทั้งความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 จากการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโดยตรง ดูแลทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคได้ง่าย ไม่สะสมให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ในปัจจุบันหุ่นยนต์และอุปกรณ์แท็บเล็ตชุดนี้ได้ถูกกระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศกว่า 1,050 ตัว

“วันนี้หุ่นยนต์ที่สร้าง 3-4 ตัว มีการใช้งานจริง และจะมีการขยายอีกหลาย 10 ตัวในอนาคตเพราะฉะนั้น ธุรกิจหุ่นยนต์จะช่วยสร้างงานแขนงใหม่ขึ้นมาอีกจำนวนมาก ทั้งวิศวกร ฝ่ายขยาย ดูแลซัพพอร์ต ฯลฯ ความท้าทายของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ คือ ทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้จริง สำหรับในประเทศไทยมีความท้าทายในด้านภาษา เพราะต้องพัฒนาเป็นภาษาไทย แม้จะยากแต่ก็เป็นความเฉพาะ หากทำภาษาไทยได้ ไม่ว่าภาษาอะไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่” ดร.มหิศร กล่าว


ขอบคุณที่มาของข่าว : กรุงเทพธุรกิจ

ซอฟแวร์สำหรับควบคุมและจำลองการใช้งาน Robot อุตสาหกรรม
Click > https://www.alphazolution.com/robot-simulation-software